เรื่องผีและงานศพแบบชาวไวกิ้ง

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกหลังความตายของชาวนอร์สคือเหล่านักรบจะไปพบกันในวัลฮัลลา ส่วนพิธีศพที่เห็นกันตามหนังคือการนำร่างผู้ตายใส่เรือแล้วจุดไฟเผาก่อนจะปล่อยให้ลอยลำไปตามกระแสน้ำ แต่ชาวนอร์สหรือไวกิ้งนั้นเป็นอย่างที่เราเข้าใจหรือไม่ เราคงต้องมาทำความเข้าใจแนวคิดและความเชื่อในการปลงศพของสแกนดิเนเวียโบราณกัน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความตายของชาวนอร์สมาจากตำนานหรือ Saga เดิมเป็นมุขปาฐะที่ถูกเล่าต่อกันมาก่อนจะถูกรวบรวมเขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ส่วนหลักฐานทางตรงเกี่ยวกับรูปแบบพิธีกรรมมาจากร่องรอยของการฝังศพและสุสาน จัดเป็นพยานวัตถุที่ทั้งช่วยพิสูจน์ตำนานไปจนถึงมีส่วนขัดแย้งกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ ซึ่งคงเป็นผลพวงของการบันทึกความเชื่อในยุคเก่าโดยผ่านสายตาของความเชื่อใหม่อย่างศาสนาคริสต์ ศาสนาที่ภายหลังกลุ่มคนในสแกนดิเนเวียเองก็นับถือด้วยเช่นกัน

โฆษณา

โลกหลังความตายของชาวนอร์สมีอยู่หลายแบบที่ไม่ใช่เพียง “วัลฮัลลา” (Valhalla) เท่านั้น รวมถึงความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณยังไม่ได้มีลักษณะดวงเดียวหรือมีส่วนเดียวแต่ประกอบด้วยหลายส่วนรวมกันเป็น “จิต” เดียวกัน ส่วนประกอบของวิญญาณมนุษย์มีได้แก่

  • ฮามร์ (Hamr) กายภาพของผู้ตายซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปได้หลังการตาย เช่นการเปลี่ยนสี ไปจนถึงการถูกจัดแจงใหม่ให้ไม่เหมือนเดิม
  • ฮูจร์ (Hugr) บุคลิกภาพหรือลักษณะของคนที่จะยังดำเนินต่อไปในโลกหลังความตาย สามารถมีพัฒนาการเหมือนยังใช้ชีวิตอยู่แม้กายหยาบจะตายไปแล้ว
  • ฟีลเจีย (Fylgja) สัญลักษณ์ (Totem) หรือจิตวิญญาณ (familiar spirit) ที่มีลักษณะเฉพาะตนและสะท้อนบุคลิกภาพของเจ้าของ เช่นคนที่มีนิสัยขี้อายอาจจะมีฟีลเจียเป็นกวาง ส่วนนักรบเป็นหมาป่า เป็นต้น
  • ฮามิงเกีย (Hamingja) วิญญาณผู้พิทักษ์ เป็นสิ่งที่คนนั้นๆ ได้มาจากการใช้ชีวิตหรือรับผ่านครอบครัว ฮามิงเกียอาจจะสืบทอดกันมาในแง่ของความดีก็ได้หรืออาจจะเป็นตัวนำอาการเจ็บป่วยมาก็ได้

*ทับศัพท์ตามสำเนียงภาษาไอซ์แลนด์ (Icalandic)และ Old Norse เท่าที่จะหาแหล่งข้อมูลพบ อาจมีความคลาดเคลื่อนทางภาษา ท่านสามารถแนะนำวิธีการสะกดและทับศัพท์มาให้ทางเราเพิ่มเติมได้

จาก 4 องค์ประกอบข้างต้น จิตส่วนต่างๆ เหล่านี้อาจจะมีที่หมายในโลกหลังความตายเหมือนกันหรือแบ่งแยกแตกต่างกันก็ได้ เส้นทางในโลกของคนตายไม่ได้มีแค่แห่งเดียว แต่มีหลายทาง รวมถึงการเกิดใหม่ ชาวไวกิ้งมองว่าฮูจร์-บุคลิกภาพของคนสามารถส่งต่อให้กับเด็กเกิดใหม่ซึ่งเป็นเครือญาติกันได้ ส่วนฮามิงเกียก็ยังคงสืบทอดกันในสายตระกูลต่อไป ในขณะที่ฟีลเจียนั้นอาจจะแค่หายไปในยามคนที่เป็นเจ้าของเสียชีวิต

โฆษณา

Norse afterlife | โลกหลังความตายของไวกิ้ง

โลกของคนตายนั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วน แตกต่างกันไปตามสถานที่ตั้งและเทพที่ดูแล บางครั้งวิญญาณก็เพียงยังอาศัยอยู่ในสุสาน บ้าน หรือสถานที่เสียชีวิตของพวกเขา เราสามารถแบ่งปรุะเภทของโลกหลังความตายแบบนอร์สได้ดังนี้

  • วัลฮัลลา (Valhalla) คือโถงแห่งวีรชน ที่อยู่ของเทพโอดิน (Odin) หากมีนักรบเสียชีวิตลงวิญญาณก็จะมายังวัลฮัลลา พวกเขาจะได้ร่วมดื่มร่วมกินกับเพื่อนฝูง ทำการซ้อมรบเพื่อเตรียมตัวไปร่วมศึกแร็กนาร็อก (Ragnarok) เคียงข้างโอดิน
  • โฟล์กวัง (Folkvangr) ทุ่งแห่งผู้คน เป็นโลกที่เทพีฟริกก์ (Frigg) หรือเฟรย่า (Freyja) ดูแล ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโฟล์กวังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันมากนัก แต่ในเมื่อเป็นโลกของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ผู้มีเมตตา ดินแดนแห่งนี้ก็อาจจะมีลักษณะอย่างเดียวกัน
  • เฮล (Hel) เป็นโลกสีเทาที่อยู่ใต้ดิน ดูแลโดยเทพีเฮล (Hel) ชื่อของเฮลอาจชวนให้คิดถึงนรกแบบศาสนาคริสต์ แต่เฮลก็ไม่ใช่นรก เป็นเพียงโลกที่คนตายส่วนมากจะไปสิงสู่ บางครั้งเรียกว่านิล์ฟเฮม (Niflheim) ดินแดนแห่งสายหมอก
  • ดินแดนแห่งรอน (The Realm of Rán) เนื่องจากRán (อ่านตามสำเนียงชาวนอร์สว่ารอน) เป็นนางยักษ์ที่เป็นชายาของเอเกียร์ (Aegir) ยักษ์และเจ้าแห่งท้องทะเล ที่พำนักของนางจึงเป็นก้นทะเลลึก บางครั้งเรียกว่าถ้ำปะการังของรอน ตามตำนานแล้วรอนมักจะใช้แหของนางหว่านเอากะลาสีเรือจมลงในน้ำพร้อมสมบัติ วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในทะเลเหล่านั้นจึงถูกนำมาพำนักอยู่ที่นี่
  • สุสาน สถานที่ที่คนเป็นมักจะจัดสรรและดูแลให้ผู้ตาย การปลงศพของชาวไวกิ้งจึงมักจะฝังสิ่งของของคนตายลงไปด้วยเสมอ ทั้งยังต้องมีการมอบเครื่องเซ่นเพื่อให้ดวงวิญญาณไม่หิวโหยจนต้องออกมาสร้างความวุ่นวายให้กับคน

ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการพิพากษาของเทพเจ้าในเรื่องของคนตาย ดูเหมือนว่าไม่มีข้อกำหนดแน่ชัดว่าคนตายแล้วจะไปที่ใดอย่างชัดเจน คล้ายว่าวิญญาณนั้นเดินทางไปในที่ๆ ตนเองอยากไป แม้แต่กรณีของบาลเดอร์ (Baldur) บุตรของเทพโอดิน และเทพีฟริกก์ เมื่อตายแล้วก็ได้ไปอยู่ ณ เฮล ไม่ใช่วัลฮัลลา

Doepler, E. (2017, November 02). Valhalla. World History Encyclopedia. Retrieved from https://www.worldhistory.org/image/7527/valhalla/
โฆษณา

Norse Ghost | เรื่องผีของไวกิ้ง

สำหรับผี (Ghost) ของชาวนอร์สเองมีความเชื่อเรื่องผีและการเกิดใหม่อย่างเข้มข้น พวกเขาเชื่อว่าด้วยเหตุผลบางประการอาจทำให้เกิดมีผีหรือวิญญาณคนตายกลับมาหลอกหลอนคนเป็นได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอื่นๆ สิ่งที่เรียกว่าผีของไวกิ้งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการหลอกหลอนตามนี้

  • ฮูกบุย (Haugbui) เป็นวิญญานที่สิงอยู่ในสุสานของตน ปกป้องดูแลสมบัติเครื่องอุทิศอย่างเข้มงวด หากมีผู้บุกรุกสุสานฮูกบุยก็พร้อมจะเล่นงานคนดังกล่าวจนถึงตาย ใครก็ตามที่ถูกผีชนิดนี้พยาบาทแสดงว่าอาจเคยล่วงละเมิดสุสานของผู้ตาย จึงเกิดการอาฆาตตามมา
  • ดรากอร์ (Draugr) หรือเรียกอีกอย่างว่า อาพเตอร์กังการ์ (aptrgangr) ผู้ที่กลับมาจากความตายอีกครั้ง หมายถึงผีที่ลุกออกมาจากสุสานเพื่อคุกคามคนเป็น ดรากอร์จะลุกออกมาจากสุสานในยามกลางคืนเพื่อก่อกวนชีวิตคนและชุมชนคนเป็น ลักษณะจะเป็นผีดิบที่ตัวใหญ่ แข็งแรง และมักจะหิวโหยตลอดเวลา หนำซ้ำดรากอร์ยังสามารถแปลงร่าง, ควบคุมสถาวะอากาศ ไปจนถึงทำลายอนาคตได้ สาเหตุของการกลับมาของพวกดรากอร์เพื่อรบกวนคนเป็นอาจเกิดขึ้นเพราะุพลังชั่วร้าย ความโกรธแค้นต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือไม่ก็เพราะการฝังศพที่ผิดประเพณี

ความเชื่อในการป้องกันผีของชาวไวกิ้ง

เมื่อมีความเชื่อเรื่องผีปีศาจก็ย่อมต้องมีทางแก้หรือป้องกันตนเองจากสิ่งเหล่านี้ ชาวนอร์สจึงมีธรรมเนียมเกี่ยวกับศพเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมาก่อกวนตามนี้

  • มัดปิดส่วนหัวและศีรษะ นัยว่าทำเพื่อปิดตาศพไม่ให้จำเส้นทางจากสุสานกลับบ้านได้
  • ความเชื่อของชาวไวกิ้งคือผีจะต้องเข้าออกผ่านประตูเดิมที่ตัวเองถูกนำออกไปหลังการตาย จึงมีการใช้ประตูผี (The Corpse-Door) คือประตูที่ทำเป็นช่องชั่วคราวเพื่อนำศพออกไป อาจเป็นผนังก่อด้วยอิฐที่สามารถทุบออก และเมื่อนำศพออกไปได้แล้วก็ก่ออิฐปิดทับให้หมด
  • นำศพออกจากประตูโดยใช้ส่วนขาออกไปก่อนเสมอ
  • เย็บนิ้วหัวแม่เท้าของทั้งสองข้างติดกัน หรือไม่ก็เย็บเท้าทั้งสองข้างให้ติดกันไปเลย ทำเพื่อไม่ให้เหล่าคนตายกลับมาได้โดยง่าย
  • ถ้าไม่เย็บส่วนเท้าให้ติดกัน ให้นำเชือกผูกรองเท้าของทั้งสองข้างมาร้อยให้ติดกันเอาไว้ หากยุ่งยากไปก็แค่มัดเท้าของศพก็พอไหว
  • หักกระดูกส่วนขา อาจเป็นข้อเท้า หัวเข่า กระดูกหน้าแข้ง เอาไว้แน่ใจว่าผีกลับร่างมาแล้วจะเดินออกจากหลุมลำบากสุดๆ
  • ช่วงเวลางานศพ เวลาไปเยือนบ้านใครยามวิกาลหรือกลับบ้านมาให้เคาะ 3 ครั้ง เป็นสัญญาณที่รู้กัน หากเคาะทีเดียวนั่นคือการกระทำของผี
  • ใช้เครื่องรางหรือรูปเคารพป้องกันผี
The Funeral of a Viking by Frank Dicksee, CC0

รูปแบบพิธีกรรมฝังศพของชาวนอร์ส

ตามภาพจำของพวกเรามักจะเห็นการฝังศพชาวนอร์สโดยที่นำร่างผู้ตายใส่ลงในเรือไม้พร้อมเครื่องอุทิศ จุดไฟเผาและปล่อยให้เรือนั้นค่อยๆ ออกจากฝั่งไปเป็นอันจบพิธี นี่เป็นความเชื่อแบบเก่าที่ถูกภาพยนตร์และสื่อทำให้เราคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วพิธีฝังศพแบบชาวไวกิ้งไม่ได้เป็นเช่นนั้นซะทีเดียว จากข้อมูลด้านโบราณคดีสามารถแบ่งประเภทของการฝังศพในวัฒนธรรมไวกิ้งไว้ได้ดังนี้

  • การเผาศพ (Cremation) เป็นวิธีการที่ง่ายในเรื่องการจัดการ ศพผู้ตายมักจะถูกประกอบพิธี ณ ตรงจุดที่เลือกใช้เป็นที่ฝังศพสร้างเป็นกองฟืน ส่วนมากแล้วเมื่อศพถูกเผาจะเก็บกระดูกที่ยังเผาไหม้ไม่หมดนำมาจัดเรียงบนกองฟืนที่เหลืออยู่ แล้วจึงกลบเถ้ากระดูกเหล่าด้วยเนินดิน บางพื้นที่อาจมีการเก็บเถ้ากระดูกใส่ลงในภาชนะดินเผาแล้วจึงฝังดินก็มี ดังเช่นในกรณีที่ Åland islands ที่อยู่ระหว่างพื้นที่ของประเทศสวีเดน (Sweden) และฟินแลนด์ (Finland)
    ส่วนมากการเผาศพแบบนี้ใช้กับบุคคลทั่วไป เด็ก และทาส ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความสนใจในฐานะของประชากรมากเท่ากับนักรบที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลสำคัญ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
  • การฝังศพในเรือ (ฺShip-Burial) เป็นวิธีการของคนที่มีชนชั้นทางสังคมค่อนข้างสูง จะมีการต่อเรือขนาดตามฐานะและนำไปฝังลงในดิน จัดแจงร่างของผู้ตายและเครื่องอุทิศที่อาจมีทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่พวกเขาจะนำติดตัวไปด้วย รวมถึงข้าทาสบริวารบางส่วนที่ต้องบูชายัญเพื่อไปรับใช้ต่อในโลกหลังความตาย

    บางครั้งพวกเขาอาจจะไม่ได้ทำการสร้างเสือไม้ขึ้นมา แต่เป็นการนำหินมาปักล้อมหลุมฝังศพเป็นรูปทรงเรือก็มี เรียกว่าการฝังศพแบบเรือหิน (The stone ship) ศพที่ถูกนำมาฝังอาจผ่านการฌาปนกิจมาก่อนแล้วจึงนำมาฝัง ประเพณีนี้แบบนี้พบในระยะแรกของสังคมสแกนดิเนเวีย, ตอนเหนือของเยอรมัน และกลุ่มประเทศบอลติก
  • การฝังศพในหลุมสุสาน (Inhumation) พบได้ค่อนข้างน้อยแต่ก็ยังมีพบบ้าง ร่างของผู้ตายจะถูกวางลงในหลุมสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อาจรองด้วยผ้าหรือเสื่อ บางแห่งพบการใช้ไม้ทำเป็ฺนลักษณะกล่องรอบล้อมหลุม มีการวางเครื่องอุทิศเหมือนกับการเผาแล้วฝังกับการฝังศพในเรือ การฝังศพแบบนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเกิดจากการรับอิทธิพลศาสนาคริสต์ที่แพร่เข้าไปในสแกนดิเนเวียหรือไม่ ด้วยเพราะความคล้ายคลึงการคติการฝังศพแบบชาวคริสต์

โฆษณา

ทั้งหมดนี้ที่กล่าวมาน่าจะเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจระบบความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายของชาวไวกิ้งหรือชาวนอร์ส หากมีโอกาสและมีข้อมูลในอนาคต ทางเราก็จะไม่พลาดมาเขียนเล่าให้คุณฟังอย่างแน่นอน

Featured Image : Andrimners Hemtagare, Swedish Living History Group via History Council of NSW

References :

โฆษณา