แฟนๆ ละครพรหมลิขิตคงสงสัยเรื่องพระอุปนิสัยของตัวละครที่อิงจากประวัติศาสตร์ 2 พระองค์คือพระเจ้าท้ายสระและวังหน้า ซึ่งหากจะมีใครถอดอุปนิสัยบางอย่างจากพระราชบิดาซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าเสือนั้น ก็คงเป็นเจ้าฟ้าเพชร ผู้ที่ได้สืบทอดราชบัลลังก์ของอยุธยาและเป็นที่รู้จักในฐานะ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ” พระอุปนิสัยอาจไม่ได้ถอดแบบจากพระราชบิดามากนัก แต่ก็ยังมีส่วนคล้ายดังจะขอเล่าผ่านข้อความในพงศาวดารต่อไปนี้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระนั้น ทรงมีพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 หรือ พระเจ้าภูมินทราชา ทรงเป็นพระโอรสองค์โตในสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ ที่ประสูติตั้งแต่พระราชบิดายังมิได้เป็นเจ้า เมื่อสมเด็จพระราชบิดาเริ่มดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จึงได้สถานะเป็นราชนิกูล ครั้งพอพระเจ้าเสือขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระโอรสทั้งสองพระองค์จึงได้ยศเจ้าฟ้า ทรงพระนามว่า “เจ้าฟ้าเพชร” และ “เจ้าฟ้าพร” ผู้เป็นพระอนุชาที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะนั้น
เดิมเจ้าฟ้าเพชรได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ 2 (ตามที่มักเรียกกันในพงศาวดารสยาม) ผู้จะได้สืบทอดสันตติวงศ์ต่อไป แต่เกิดมีเรื่องผิดใจกันในช่วงบั้นปลายชีวิตของสมเด็จพระเจ้าเสือ จึงได้ทรงโปรดให้เจ้าฟ้าพร ผู้เป็นพระอนุชาขึ้นครองราชย์แทนที่พระเชษฐาตามตำแหน่งเดิม ทว่าเจ้าฟ้าพรนั้นถวายราชบัลลังก์คืนแก่เจ้าฟ้าเพชร นับแต่นั้นมาเจ้าฟ้าเพชรจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 30 แห่งอาณาจักรอยุธยา จัดอยู่ในราชวงศ์บ้านพลูหลวงตามการจัดหมวดหมู่ของนักประวัติศาสตร์ โดยเฉลิมพระนามพระเจ้าภูมินทราชา
พระเจ้าภูมินทราชาหรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 นั้น โปรดที่จะทรงประทับที่พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ซึ่งตามเอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวงบรรยายเอาไว้ว่าเป็นพระตำหนักที่รายล้อมด้วยสระน้ำเรียกว่าอ่างแก้ว เป็นพระตำหนักที่สร้างขึ้นเพื่อสำราญพระหฤทัยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้ทรงถูกเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ” ตามตำหนักที่ประทับ*
ในด้านอุปนิสัยของพระองค์นั้นมีปรากฏบางส่วนในพงศาวดารที่เขียนด้วยชาวสยามและที่รวบรวมขึ้นโดยหมอบรัดเลย์ รวมถึงเป็นส่วนเล็กๆ ภายในจดหมายโต้ตอบของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสร่วมสมัยกัน อย่างแรกคือทรงมีพระอุปนิสัยเหมือนอย่างพระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าเสือ ด้วยทรงโปรดการทรงเบ็ดและล่าสัตว์ล้อมช้าง ตามข้อความที่คัดมาจากพระราชพงศาวดารฉบับที่คัดมาจากต้นแบับบริติชมิวเซียม ว่า…
“สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้นพอพระทัยทำปาณาติบาต ฆ่ามัจฉาชาติปลาน้อยใหญ่ต่างๆ เป็นอันมาก ด้วยตกเบ็ดทอดแหแทงฉมวก ทำลี่กันเฝือก ดักลอบดักไซ กระทำการต่างๆ ฆ่าสัตว์ต่างๆ ประพาสป่าฆ่าเนื้อนกเล่นสนุกด้วยดักแร้ว ดักบ่วง ไล่ช้าง ล้อมช้าง ได้ช้างเถื่อนเป็นอันมาก เป็นหลายวัน แล้วกลับคืนมายังพระนคร”
—พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน
“สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้นพอพระทัยทำปาณาติบาต ฆ่ามัจฉาชาติปลาน้อยใหญ่ต่างๆ เป็นอันมาก ด้วยตกเบ็ดทอดแหแทงฉมวก กันเฝือกดักลอบดักไซ กระทำการฆ่าสัตว์ต่างๆ ประพาสป่าฆ่าเนื้อนก เล่นสนุกด้วยดักแร้วบ่วง ไล่ช้างล้อมช้างได้ช้างเถื่อนเป็นอันมาก เป็นหลายวันแล้วกลับคืนมายังพระนคร”
—พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
พระราชนิยมของพระองค์ส่งผลให้ทรงเป็นที่รู้จักในอีกฐานะคือ “ขุนหลวงทรงปลา” ตามแบบอย่างของพระบิดา แต่ที่แตกต่างไปอย่างเป็นเอกลักษณ์คือมีการระบุว่าพระองค์ทรงโปรดเสวยปลาตะเพียนมาก จนออกพระราชกำหนดห้ามประชาชนรับประทานปลาตะเพียนเป็นอันขาด หากละเมิดแล้วมีโทษดังนี้
“ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประพฤติเหตุในอโนดัปปธรรม แล้วเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระราชบิดา แล้วพระองค์พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน ครั้งนั้นตั้งพระราชกำหนดห้ามมิให้คนทั้งปวงรับพระราชทานปลาตะเพียนเป็นอันขาด ถ้าผู้ใดเอาปลาตะเพียนมาบริโภค ก็ให้มีสินไหมแก่ผู้นั้นเป็นเงินตรา ๕ ตำลึง”
—พระราชพงศาวดารกรุงเก่า (ฉบับหมอบรัดเล)
เรื่องของพระราชกำหนดห้ามมิให้บริโภคปลาตะเพียนนั้นพบจากพระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอนและพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหมอบรัดเล แต่ไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุนว่าเหตุใดจึงทรงมีพระราชกำหนดให้งดการกินปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นหาได้ทั่วไปในอยุธยา อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็ยังพอชี้ให้เห็นด้านพระอุปนิสัยบางประการ ซึ่งจะจริงแท้อย่างไรนั้นคงพิสูจน์กันได้ยาก

ด้วยพงศาวดารซึ่งชำระเขียนขึ้นในยุครัตนโกสินทร์มักให้การเกี่ยวกับราชวงศ์บ้านพลูหลวงคือนับแต่รัชกาลสมเด็จพระเพทราชามาจนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มักจะให้ความด้านร้ายแก่กษัตริย์ในช่วงเวลานั้น เรื่องที่โปรดการทรงเบ็ดก็ถูกผนวกเข้ากับภาพลักษณ์ของพระเจ้าเสือและการกระทำเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอันเป็นบาปในพุทธศาสนา ในขณะที่เอกสารประเภทจดหมายเหตุร่วมสมัยนั้นบอกเล่าว่าพระองค์ทรงติดพระสำราญมากเพราะยังเยาว์ ไปจนถึงทรงมีพระอุปนิสัยอ่อนโยน มีความเมตตาอารี
จดหมายมองเซนเยดร์เดอซีเซ ถึงมองซิเออร์เฮแบต์เจ้าเมืองปอนดีเชรี ค.ศ. 1714 (พ.ศ. 2257) มีส่วนที่เล่าถึงพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่คือพระเจ้าท้ายสระ ความตอนหนึ่งว่า “…ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ยังมีพระชนมายุน้อย โปรดแต่ในการเล่นให้เพลินพระทัย จึงมอบราชการ งานเมืองโดยมากให้เจ้าพระยาพระคลังจัดทำไป ส่วนเจ้าพระยาพระคลังรู้พระทัยของพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ดำเนินการทุกอย่างให้เป็นทีต้องพระราชหฤทัย เพราะฉะนั้นผู้ที่เจ้าพระยาพระคลังไม่ชอบนั้นจึงตกอยู่ในฐานะลำบากมากฯ”[1]
ข้อความข้างต้นนอกจากจะแสดงภาพของพระมหากษัตริย์หนุ่มผู้ทรงติดนิสัยเล่นสนุกแล้ว ยังบอกเล่าเรื่องความสนิทสนมและไว้วางใจในตัวออกญาพระคลังที่ในขณะนั้นมีความสัมพันธ์อันดีเป็นพิเศษกับทางจีน ส่งผลให้การค้ากับประเทศฟากตะวันตกนั้นคล้ายจะไม่รุ่งเรืองนักเมื่อเทียบกับการค้ากับทางจีน ซึ่งจีนเองก็นิยมสั่งสินค้าข้าวจากอยุธยาเป็นประจำอยู่แล้ว ทว่าในช่วงบั้นปลายรัชสมัยเกิดภาวะขาดแคลนข้าวขึ้นในกรุงศรีฯ ซึ่งคงกระทบต่อการส่งออกข้าวด้วย เพราะแค่การหาซื้อข้างในสยามเองก็ยากลำบากพอตัวอยู่แล้ว
ความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระก็ถูกกล่าวถึงในจดหมายอีกฉบับซึ่งถูกแปลและพิมพ์เผยแพร่ในประชุมพงศาวดารเล่มเดียวกับก่อนหน้า เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างขุนนางสยามกับคณะบาทหลวงคาธอลิคเกี่ยวกับการศาสนา โดยมีตัวละครสำคัญคือพระอนุชา (เจ้าฟ้าพร), ออกญาพระคลัง และพระยาจักรีที่เกี่ยวข้อง
ในจดหมายเหตุว่าด้วยเรื่องไทยกดขี่บีบคั้นคณะบาทหลวงในเมืองไทย เมื่อค.ศ.1730 (พ.ศ.2273) สังฆราชเตเซียเดอเคราเล**เป็นผู้แต่ง เรื่องความเดือดร้อนของพวกเข้ารีต เหตุความขัดแย้งกิดเนื่องมาจากความผิดใจกันของชาวสยามกรณีของนายเต็งชายที่เข้ารีตบวชเป็นพระกับเรื่องหนังสือสอนศาสนาคริสต์ที่แปลเป็นภาษาสยามซึ่งมีมูลในการติเตียนพระพุทธศาสนาซึ่งล้วนเป็นข้อขัดแย้งที่มีพระอนุชาคือเจ้าฟ้าพรมามีส่วน ครั้งหนึ่งเมื่อสังฆราชจะถูกไต่สวนและได้แจ้งมายัง “.…และเพราะเหตุว่าพระเจ้ากรุงสยามมีพระอัธยาศัยโอบอ้อมอารี จึงดำรัสสั่งให้ข้าราชการมาประชุมปรึกษาว่าในเรื่องนี้จะควรทำอย่างไรต่อไป ข้าราชการได้ประชุมพร้อมกันตามรับสั่งฯ“ [2]
แม้ว่าผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดรอยบาดหมางกับคณะมิสซังบ้างกับการช่วยประคองความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยคำพูดของพระยาจักรี และมีการออกพระราชกำหนดห้ามมิให้สอนและแปลหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย เขมร และบาลี รวมถึงข้อจำกัดอีก 3 ประการ แต่เนื้อความนั้นก็ทำให้เห็นว่าแม้ในสายตาของชาวต่างชาติอย่างบาทหลวงเดอเคราเลอันเป็นผู้แต่งหนังสือจดหมายเหตุนี้ก็ยังรู้สึกว่าพระองค์ทรงมีความเมตตาอยู่พอสมควร

ความรักระหว่างพี่น้องในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าท้ายสระก็ถูกกล่าวถึงอย่างน้อย 2 ครั้ง 2 โอกาสในพงศาวดารทั้งต้นฉบับไทยและเทศ เรื่องที่ครั้งหนึ่งเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จไปล้อมช้างป่าที่หัวเมืองนครนายกแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้น ครั้งเมื่อช้างของพระอนุชาเกิดแล่นเร็วตามหลังช้างทรงของพระเจ้าอยู่หัวฯ กรมพระราชวังบวรฯ นั้นรั้งช้างไว้ไม่ทันจนเกิดเสียดเข้าข้างตัวของช้างทรงพระเชษฐาด้วยเพราะฟ้ามืดมองไม่ทันเห็นชัด
“ในปีเถาะ เบญจศกนั้น พระบรมกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสโพนช้าง ณ ป่าหัวเมืองนครนายกฝ่ายตะวันออก ในเพลาราตรีนั้นเดือนหงาย เสด็จไปไล่ช้างเถื่อน พระจันทร์เข้าเมฆ ช้างพระอนุชาขับแล่นตามไปทันช้างพระที่นั่งทรง ไม่ทันจะเกี่ยว โถมแทงเอาซ้ายช้างพระที่นั่งทรง ควาญท้ายช้างนั้นกระเด็นตกจากท้ายช้างนั้นลง ช้างทรงเจ็บป่วยมากก็ซวดเซแล่นไปในป่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึ่งขับช้างนั้นกลับมายังพลับพลาชัย พระมหาอุปราชไม่แกล้งจะให้ช้างแทง แต่หากเกี่ยวช้างนั้นมิทันท่วงทีตกพระทัยกลัวพระราชอาญา เสด็จตามไปเฝ้าที่พลับพลาชัย จึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่ได้แกล้ง แสงพระจันทร์เข้าเมฆมืดมัวเป็นเงาร่มไม้ เห็นไม่ถนัด จะเกี่ยวช้างไว้มิทัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่สงสัย ไม่ทรงพระพิโรธขุ่นเคืองแก่พระอนุชานั้นหามิได้ สั่งหมอให้รักษาช้างนั้นแล้วกลับพระนคร”
—พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน
จากข้อความในพงศาวดารฉบับคัดมาจากบริติชมิวเซียมเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นจบลงแต่โดยดี เนื่องมาจากพระอนุชาแสดงความเศร้าเสียใจและสำนึกผิดในความไม่ระวังนั้น ส่วนพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระก็มิได้ถือโทษพระอนุชา ทรงให้การต่อท้ายว่าคงเป็นคราวเคราะห์ของพระองค์เอง เหตุการณ์ช้างทรงยังถูกเล่าอย่างคล้ายคลึงกันในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา โดยมีความแตกต่างเพียงแค่การใช้คำตามนี้
ในปีเถาะเบญจศกนั้น พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสโพนช้างป่า หัวเมืองนครนายกฝ่ายตะวันออก ในเพลาราตรีนั้นเดือนหงาย เสด็จไปไล่ช้างเถื่อน พระจันทร์เข้าเมฆ ช้างพระอนุชาขับแล่นตามไปทันช้างพระที่นั่งทรง ไม่ทันจะรั้งรอ ช้างพระที่นั่งกรมพระราชวังโถมแทงเอาช้างพระที่นั่ง ควาญท้ายช้างนั้นกระเด็นตกจากท้ายช้างนั้นลง ช้างทรงเจ็บป่วยมาก ก็ซวดเซแล่นไปในป่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึงขับช้างนั้นกลับมายังพลับพลาชัย พระมหาอุปราชไม่แกล้งจะให้ช้างแทง แต่หากรั้งรอช้างนั้นมิทันที ตกพระทัยกลัวพระราชอาญา เสด็จตามไปเฝ้าที่พลับพลาชัย จึงกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุท ธเจ้าไม่ได้แกล้ง แสงพระจันทร์เข้าเมฆมืดมัวเป็นเงาไม้เห็นไม่ถนัด จะจะรั้งรอช้างไว้มิทัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดอดโทษข้าพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่สงสัย ไม่ทรงพระพิโรธขุ่นเคืองแก่พระอนุชาธิราชเลย สั่งหมอให้รักษาช้างนั้นแล้วกลับมาพระนคร
—พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ หรือเจ้าฟ้าเพชรก็ยังใช้โอกาสเมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จไปที่วัดพระพุทธบาท พระอนุชาได้กล่าวสาบานตนอีกครั้งเพื่อแสดงความจริงใจในเหตุสุดวิสัยดังกล่าว ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าฝ่ายพระเชษฐาก็หาได้ติดพระทัยอันใดไม่ ทรงยังแสดงความเมตตาแก่กรมพระราชวังบวรฯ เช่นเคย
จนเรื่องราวที่พลิกผันไปในช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระเต็มไปด้วยความน่าพิศวงสงสัย ว่าเหตุบังควรอันใดที่ทำให้สองพี่น้องเจ้าฟ้าเกิดขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้มีพระดำริมอบราชบัลลังก์ให้ตกแก่พระโอรสของพระเจ้าท้ายสระ อันนำมาซึ่งเหตุการณ์ความวุ่นวายในวังหลวงและวังหน้าที่ตามมาด้วยการปราบดาภิเษกของพระมหากษัตริย์องค์ที่ 31 ของอาณาจักรอยุธยาในที่สุด
*ธรรมเนียมสยามบางทีขานพระนามด้วยพระที่นั่งทรงประทับ อย่างพระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
**ฌ็อง-ฌัก เตสซีเย เดอ เกราแล (Jean-Jacques Tessier de Quéralay) ปกครองมิสซังสยามตั้งแต่ พ.ศ. 2270 – 2279 (ค.ศ. 1727-1736)
[1]ประชุมพงศาวดาร เล่ม 22 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 36(ต่อ) 37 และ 38) เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ภาคที่ 4 ตอน แผ่นดินพระเจ้าเสือ และพระเจ้าท้ายสระ.(2511). พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา,น.52
[2] เรื่องเดิม.2511,น.104
Featured Image : นักแสดงวรินทร ปัญหกาญจน์ในบทพระเจ้าท้ายสระจากละครพรหมลิขิต ออกอากาศทางช่อง 3 พ.ศ.2566

References :
- กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.(ม.ป.ป.).พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา.โอเดี้ยนสโตร์.
- คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม : เอกสารจากหอหลวง.(2555).นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โครงการเลือกสรรหนังสือ.
- จันทนุมาศ (เจิม), พัน (2479). ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
- ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.(2548).อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง.มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
- ประชุมพงศาวดารภาคที่ 82 เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. กรุงเทพฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, กรมศิลปากร, 2537
- พระราชพงศาวดารกรุงเก่า (ฉบับหมอบรัดเล). (2406). ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ. https://vajirayana.org/พระราชพงษาวดารกรุงเก่า-ฉบับหมอบรัดเล.
- ประชุมพงศาวดาร เล่ม 22 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 36(ต่อ) 37 และ 38) เรื่อง จดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ภาคที่ 4 ตอน แผ่นดินพระเจ้าเสือ และพระเจ้าท้ายสระ.(2511). พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา
- พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ.(2547).ประวัติศาสตร์ไทย.สุขภาพใจ.
