นี่อาจจะ(?)ไม่ใช่กษัตริย์คนแรกแห่งอารยธรรมอียิปต์ แต่พระองค์คือฟาโรห์องค์แรกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ที่ 1 ฟาโรห์นาร์เมอร์ ผู้มีอีกหลายนามทว่าที่บันทึกไว้ตรงกันนั่นคือ…พระองค์คือคนแรกที่รวมอียิปต์บนและล่างไว้ด้วยกัน หลักฐานเกี่ยวกับฟาโรห์องค์แรกของอียิปต์มีปัญหาอย่างไร และใครคือนาร์เมอร์กับเมเนส มาหาคำตอบพร้อมกันในบทความนี้
กษัตริย์นาร์เมอร์ (Narmer) หรืออีกชื่อคือเมเนส (Menes) เป็นบุคคลแรกที่รวมอียิปต์บนและล่างเป็นปึกแผ่นและเริ่มปกครองในฐานะกษัตริย์ราว 3,150 หรือ 3100 ปีก่อนคริสตกาล จากงานเขียนของมาเนโธ (Manetho) ระบุว่าราชวงศ์ที่ 1-2 ของอียิปต์เป็นกษัตริย์จากเมืองธีนีส (Thinis) ก่อนจะย้ายมาตั้งศูนย์ที่กลางใหม่เป็นเมืองเมมฟิส (Memphis)
FAST FACT : SEREKH

เซเรคห์ (Serekh) คือสัญลักษณ์แรกเริ่มของกรอบพระนามฟาโรห์หรือกษัตริย์ช่วงยุคก่อนราชวงศ์-ยุคต้นราชวงศ์ที่ 0-3 มีรูปเป็นกรอบสี่เหลี่ยมแทนสัญลักษณ์ของวัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกรอบคาทูช (Cartouche) ภายในกรอบมักจารึกพระนามซึ่งแสดงถึงการเป็นผู้สืบทอดอำนาจจากเทพโฮรัส (Horus)
ภายในกรอบมักจารึกพระนามซึ่งแสดงถึงการเป็นผู้สืบทอดอำนาจจากเทพโฮรัส (Horus) ซึ่งเป็นพระนามที่นิยมกันตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์และจัดว่าเป็นลักษณะของพระนามชนิดที่เก่าแก่ที่สุด
พระนามของนาร์เมอร์เขียนด้วยอักษรภาพเป็นรูปปลาดุก (catfish) ในกรอบสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าเซเรคห์ การค้นพบสุสานและจารึกพระนามนาร์เมอร์แสดงภาพของกษัตริย์เหนืออียิปต์ทั้งมวลค่อนข้างทำให้เกิดปัญหาในการเข้าใจลำดับการสืบรัชสมัยของกษัตริย์แต่ละองค์ในช่วงราชวงศ์ที่ 1 นักอียิปต์วิทยายังคงถกเถียงกันถึงกษัตริย์พระองค์แรกว่าเป็นนาร์เมอร์, เมเนส หรือโฮรัส-อาฮา (Horus-Aha)กันแน่ บางทฤษฎียังเสนอว่าทั้ง 3 พระองค์อาจเป็นบุคคลเดียวกัน เพียงปรากฏชื่อเรียกในจารึกที่แตกต่างกัน แต่หากพิจารณาจากลำดับพงศ์กษัตริย์ (Royal annals) ที่มีอายุสมัยในช่วงราชวงศ์ที่ 1 พระนามของกษัตริย์องค์แรกล้วนอ้างถึงนาร์เมอร์

(Whitehouse 2002: 434, fig. 4; courtesy of the DAIK via https://www.narmer.org/menes)
สำหรับหลักฐานร่วมสมัยที่มีการกล่าวอ้างอิงนาร์เมอร์ในฐานะบูรพกษัตริย์ของราชวงศ์ที่ 1 ปรากฏอยู่ในจารึกร่วมสมัยของกษัตริย์เด็น (Den) และคาฮา (Qa’a) ซึ่งพบจากสุสานหมู่ของราชวงศ์ที่ 1 ตามธรรมเนียมปกติที่มักมีการจารึกอ้างถึงการเป็นทายาทของบูรพกษัตริย์พระองค์ก่อนๆ โดยระบุถึงพระนามกษัตริย์นาร์เมอร์เป็นบรรพบุรุษ
ในขณะที่ฟาโรห์ยุคราชวงศ์เก่า (Old Kingdom) อย่าง Horus Netjerikhet หรือโจเซอร์ (Djoser) ก็มีการรวมชื่อของนาร์เมอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพงศ์กษัตริย์ในจารึกสมัยราชวงศ์ที่ 3 สอดคล้องกับหลักฐานการค้นพบจารึกยุคราชวงศ์ที่ 1 จากชั้นดินลึกๆ ใต้พีระมิดขั้นบันไดในซัคคารา
ส่วนชื่อของเมเนสนั้นปรากฏในหลักฐานยุคหลังจากราชวงศ์ที่ 1 หลายสมัย พบว่าหลักฐานเก่าที่สุดซึ่งระบุพระนามเมเนสมาจากยุคอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ช่วงราชวงศ์ที่ 18 ซึ่งเป็นพระนามเมเนสเขียนในกรอบพระนามคาทูช (Cartouche) บนตัวสคารับกางปีกแผ่ออก รองรับด้วยรูปเทพเจ้านั่งคุกเข่า พระกรถือลายเถาพาไพรัสยื่นออกมาเชื่อมกรอบคาทูชของมาอัตคาเร (Maatkare) หรือฮัตเชปซุต (Hatshepsut) กับเมนเคเพอเร (Menkheperre) หรือฟาโรห์ทุตโมซิสที่สาม (Thutmosis III)
จารึกนี้อาจเป็นการแสดงถึงความชอบธรรมในสายเลือดของฮัตเชปซุตในฐานะเจ้าผู้ปกครองอันสืบสายเลือดมาจากปฐมกษัตริย์ ยังมีอีกหลักฐานที่อ้างอิงอำนาจในลักษณะเดียวกันอย่างพงศาวดารกษัตริย์อะบิดอสของฟาโรห์เซติที่ 1 (The Abydos king list of Seti I) ที่กล่าวว่ากษัตริย์องค์แรกคือเมเนส
จากข้อจำกัดด้านหลักฐานดังกล่าวทำให้นักอียิปต์วิทยาอีกกลุ่มเริ่มเสนอว่าพระนามเมเนสอาจไม่ใช่พระนามตรงๆ ของกษัตริย์ แต่เป็นคำที่ใช้แทนสรรพนามถึงบุคคลที่ไม่ทราบชื่อหรือคำเรียกไม่เฉพาะเจาะจงเพื่อใช้เวลาพูดถึงบูรพกษัตริย์สำหรับคนในยุคอาณาจักรใหม่เมื่อบันทึกถึงอดีตสมัยเก่ากว่า
นักอียิปต์วิทยาที่เสนอแนวคิดนี้คือฟิลิปป์ เดอร์เชน (Philippe Derchain c.1926-2012) จากบทความที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1966 โดยให้เหตุผลว่าคำจารึกที่ถอดตัวอักษรได้เป็นทับศัพท์ (Transliteration) ว่า mn คงจะถูกหยิบมาใช้แทนพระนามของกษัตริย์ที่มีชื่อตกหล่นไม่หลงเหลือมาถึงยุคที่ทำการจารึก หากไม่สามารถระบุชื่อได้ก็จำเป็นต้องใส่คำแทนเอาไว้
FAST FACTS : PHARAOH

ในช่วงยุคต้นราชวงศ์จนถึงยุคอาณาจักรกลางยังไม่มีปรากฏการใช้คำว่า “ฟาโรห์” จนถึงยุคอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ราว 1570 – 1069 ปีก่อนคริสตกาล ช่วงต้นราชวงศ์กษัตริย์จะถูกขานนามด้วยคำแทนตัวว่ากษัตริย์ (King) หรือ ฝ่าบาท (Your Majesty)
แต่เนื่องจากคำว่าฟาโรห์ค่อนข้างเป็นที่จดจำในการเรียกกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในงานวิชาการจึงมักมีการนำคำนี้มาใช้เรียกกษัตริย์ในช่วงก่อนอาณาจักรใหม่ด้วยเช่นกัน
ยังมีนักอียิปต์วิทยาสองท่านอย่างอี. ดับเบิลยู. ฮอร์นุง (E. W. Hornung) กับอลิซาเบธ สแตเฮลิน (Elisabeth Staehelin) ขยายความไปอีกว่าชื่อของเมเนสอาจมีรากศัพท์เกี่ยวข้องกับชื่อเทพมินกับอะมุน หรือพ้องกับนิยามทางอำนาจของฟาโรห์คำว่า “คนเลี้ยงสัตว์” (shepherd) ดังที่สะท้อนผ่านคทาเฮคา (Heka) หรือไม้เท้าที่เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่งของฟาโรห์
นอกจากความใกล้เคียงคำนามตามกล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังพบความเชื่อมโยงของคำนี้กับคำกริยาในเชิงความหมายว่า “ให้คงอยู่” (to remain) หรือเทียบเท่ากับ “ให้คงทนหรือถาวร” (to endure / be permanent) โดยมักพบตัวอักษรนี้เป็นส่วนประกอบของชื่อบุคคลในความหมายดังกล่าวตั้งแต่ช่วงยุคอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) เป็นต้นมา
ทฤษฎีท้ายสุดมาจากเจมส์ พี. อัลเลน (James P. Allen) สันนิษฐานว่าชื่อเมเนสเองแผลงมาจากชื่อของเมืองเมมฟิสในภาษาอียิปต์โบราณคือ “เมน-เนเฟอร์” (Men-nefer) อันเป็นเมืองที่ระบุว่าเมเนสเป็นผู้ก่อตั้ง อัลเลนยังกล่าวสนับสนุนแนวคิดก่อนๆ ในเรื่องที่ว่านามนี้ไม่ใช่เพียงชื่อของบุคคลเดียวแต่เป็นชื่อที่สื่อถึงบูรพกษัตริย์ ก่อนแนวคิดของอัลเลนจะถูกยกระดับและขมวดรวมกับแนวคิดก่อนโดยยาน อัสมันน์ (Jan Assmann) เพื่อรวบยอดว่าเมเนสเป็นชื่อของภาพแทนของกลุ่มบูรพกษัตริย์ที่ร่วมกันสร้างเมืองเมมฟิสนี้ขึ้น แต่ก็ยังไม่ควรตัดประเด็นที่ว่าในบรรดากษัตริย์เหล่านั้นก็อาจมีกษัตริย์ที่ชื่อเมเนสจริงๆ รวมอยู่ด้วย

ปัจจุบันอยู่ที่ Petrie Museum of Egyptian Archaeology,
Photo : Heagy1, CC BY-SA 4.0 , via Wikimedia Commons
(ยังไม่จบ) ข้อสันนิษฐานอีกอย่างที่น่าสนใจและแตกต่างจากแนวคิดเก่าคือพระนามเมเนสอาจเป็นชื่อของเจ้าชายหรือรัชทายาทในรัชกาลของกษัตริย์องค์นั้นๆ แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการพบตราประทับจากสุสานในอะบิดอสที่มีพระนามของนาร์เมอร์อยู่ในกรอบเซเรคห์โดยมีตัวอักษรที่ถอดเสียงทับศัพท์ได้เป็น mn และ n ปรากฏร่วม โบราณวัตถุชิ้นดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อตราประทับนาร์เมอร์/เมเนส (The Narmer/Mn seal impression) หรือตราประทับเจ้าชาย (prince’s seal)

แนวคิดดังกล่าวมีข้อสนับสนุนจากการวิเคราะห์รูปแบบตราประทับกรอบเซเรคห์ในลักษณะเดียวกันที่ปรากฏในสมัยของกษัตริย์องค์ต่อๆ มาในสมัยราชวงศ์ที่ 1 อย่างฟาโรห์โฮรัส-อาฮา, ดเจอร์ (Djer) และดเจ็ท (Djet) ทำให้พบว่าอักษรที่พบร่วมในกรอบแบบนี้คือพระนามตามเทพโฮรัสของพระโอรสหรือผู้ที่จะสืบทอดบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์นั่นเอง
การพบพระนามนาร์เมอร์ตามด้วยพระนามเมเนสทำให้นักอียิปต์วิทยาบางคนเชื่อว่าเมเนสคือผู้ครองราชย์สมบัติต่อจากนาร์เมอร์ ด้วยเหตุนี้เมเนสจึงถูกเสนอว่าอาจเป็นชื่อสมัยยังดำรงตำแหน่งเจ้าชายของโฮรัส-อาฮา กษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 1 ในความเข้าใจของนักประวัติศาสตร์กลุ่มดังกล่าว แทนที่จะเป็นอีกนามของนาร์เมอร์ กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ที่ 1 ตามความเข้าใจของนักอียิปต์วิทยาอีกกลุ่ม
สร้างหรือย้าย? กรณีเมมฟิสเป็นราชธานีของราชวงศ์ที่ 1
จากประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเฮโรโดตัส (Herodotus) ได้กล่าวว่าฟาโรห์เมเนสเป็นผู้สถาปนาเมืองเมมฟิส โดยระบุถึงการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและนำไปหล่อเลี้ยงเมืองหลวงใหม่ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับยุคแรกเริ่มของเมมฟิส แต่ก็มีหลักฐานแวดล้อมหลายอย่างที่ชี้ว่าเมมฟิสมีความเป็นเมืองอยู่ก่อนสมัยเมเนสแล้ว ดังเช่นกรณีสุสานของเมืองที่ตั้งอยู่ที่เฮลวาน (Helwan) กับทางเหนือซัคคาราที่เป็นสุสานหลวง
จากสุสานเหล่านี้เองที่นักโบราณคดีค้นพบความรุ่งเรืองของทรัพยากรที่เจริญมาตั้งแต่ยุคนาคาดา ระยะที่ 3 (Naqada III) สุสานหลวงมีการใช้ฝังพระศพของราชวงศ์รวมถึงเจ้าชายเจ้าหญิง แต่กลับไม่ได้มีการพบอนุสรณ์สถานของฟาโรห์นาร์เมอร์หรือเมเนสในพื้นที่สุสานหลวงนั้นเลย พบเพียงการเริ่มสร้างพีระมิดขั้นบันไดในยุคแรกหรือมาสตาบา (Mastaba) ในสมัยของฟาโรห์โฮรัส-อาฮาเพื่อเป็นที่ฝังศพข้าราชสำนัก แต่ไม่ว่าฟาโรห์องค์แรกของราชวงศ์ที่ 1 จะเป็นใคร เมเนส, นาร์เมอร์ หรือโฮรัส-อาฮา สุสานเหล่านี้ก็พิสูจน์ได้ว่าการก่อตั้งเมมฟิสไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 1 คือเมเนสตามที่เฮโรโดตัสกล่าว แต่เป็นกลุ่มคนในยุคก่อนที่คาดว่าคงถูกฝังไว้ในสุสานโบราณนั่นเองที่มีส่วนในการตั้งถิ่นฐานสร้างเมืองขึ้นตรงนี้ก่อนยุคราชวงศ์และใช้พื้นที่ต่อเนื่องมาจนถึงยุคราชวงศ์ที่ 1 เรื่อยมาอีกหลายสมัย
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเมเนส/นาร์เมอร์/โฮรัส-อาฮา คงไม่ได้เป็นผู้เริ่มสร้างเมมฟิส แต่อาจเลือกใช้เมมฟิสเป็นศูนย์กลางการปกครองใหม่ และมีการย้ายที่ประทับมายังเมืองแห่งนี้ สมมติฐานเกี่ยวกับการย้ายที่ประทับมาจากงานของกุนเทอร์ ดรายเออร์ (Günter Dreyer) และโทบี้ วิลคินสัน (Toby Wilkinson) ซึ่งมองจากหลักฐานทางโบราณคดีที่สุสานดังกล่าว
Dreyer อธิบายว่าหากยึดเอาว่าโฮรัส-อาฮาเป็นฟาโรห์องค์แรกในพงศาวดารกษัตริย์อียิปต์โบราณ พระองค์ก็ทำเพียงย้ายที่ประทับมาเมมฟิสเท่านั้น ซึ่งเรื่องฟาโรห์องค์แรกสร้างเมืองก็อาจผิดเพี้ยนมาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการย้ายเมืองหลวงได้ ส่วน Wilkinson เน้นย้ำอีกว่าบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์อาจถูกพิชิตไปก่อนการรวมอาณาจักรแล้วจึงทำการย้ายเมืองหลวงมาจากอียิปต์บนซึ่งเป็นฐานอำนาจเก่า เพราะเมืองเมมฟิสเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการปกครองอียิปต์ล่าง นาร์เมอร์/เมเนสอาจจะแค่เป็นผู้สานต่อการพัฒนาเมืองให้เสร็จสิ้นมากกว่าจะเป็นคนเริ่มสร้างเมมฟิสขึ้นมา
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกชุดที่นิยมนำมาใช้อ้างอิงลำดับเหตุการณ์ในอียิปต์คือมาเนโธกล่าวว่าฟาโรห์องค์ที่ 2 ในราชวงศ์แรกคืออะโธธีอีส (Athothis) เป็นผู้สร้างพระราชวังในเมืองเมมฟิส นี่อาจเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิด “ย้ายเมือง” มากกว่า “สร้างเมือง” ที่สำคัญคือนำไปสู่ข้อสรุปของคำถามสำคัญที่ว่าใครคือเมเนส เพราะหากเรายึดตามข้อมูลของมาเนโธและเทียบกับจารึกสมัยราชวงศ์ 1 ว่าอะโธธีอีส คือคนเดียวกับโฮรัส-อาฮา นั่นย่อมแสดงว่าเรายอมรับว่าฟาโรห์เมเนสก็คือคนเดียวกับนาร์เมอร์โดยปริยาย
นาร์เมอร์อภิเษกกับเจ้าหญิงนีธโฮเทป (Neithhotep) แห่งนาคาดาทำให้เมืองดังกล่าวกลายเป็นพันธมิตรของเขา กษัตริย์นาร์เมอร์ยังใช้เวลาไปกับการแผ่อำนาจทางการทหารด้วยการกำราบทั้งผู้แข็งข้อภายในดินแดนอียิปต์ล่างและยังขยายดินแดนไปถึงนูเบีย (Nubia) กับคานาอัน (Canaan) อีกด้วย
หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจทางการทหารในการรวมและปกครองดินแดนพบได้จากแท่นสีของนาร์เมอร์ (The Narmer Palette) โบราณวัตถุที่พบจากนครไฮราคอนโพลิส (Hierakonpolis) และถือว่าเป็นชิ้นสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคต้นราชวงศ์ การตีความจากภาพสลักประดับบนแท่นอาจสื่อถึงพิธีกรรมและบอกเล่าเรื่องราวที่แสดงถึงอำนาจของนาร์เมอร์ ด้วยการสลักภาพกษัตริย์กำลังเงื้อคทาเพื่อฟาดฟันเชลยซึ่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

ในบางโอกาสสัญลักษณ์ปลาดุกของชื่อนาร์เมอร์อาจถูกนำมาใช้จารึกแทนภาพบุคคล อย่างจารึกพงศาวดารกษัตริย์และลูกกลิ้งตราประทับที่พบจากสุสานหลวงอูมม์ เอล-คาอับ (Umm el-Qaab) ในเมืองอะบิดอสที่ปรากฏการใช้ภาพปลาดุกถือคทาฟาดฟันเชลย ส่วนในจารึกพงศาวดารกษัตริย์จารึกเป็นภาพบุคคลซึ่งกำลังถูกฟาดนั้นไว้เคราและมีภาพต้นพาไพรัสเหนือศีรษะ พาไพรัสอาจสื่อถึงดินแดนอียิปต์ล่าง ภาพเล่าเรื่องแบบนี้เรียกว่าเป็นข้อสนับสนุนการตีความแท่นสีนาร์เมอร์ว่าเป็นการแสดงอำนาจทางการทหารเหนือดินแดนอียิปต์ทั้งมวล

Budge, E. A. Wallis (Ernest Alfred Wallis), Sir, 1857-1934
หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับนาร์เมอร์สามารถพบได้ไกลถึงบริเวณทางเหนือของทะเลทรายเนเกฟ (Negev) ประเทศอิสราเอล โดยปรากฏเศษภาชนะดินเผาเขียนพระนามในแหล่งโบราณคดีเทล เอรานี (Tel Erani), เทล อารัด (Tell Arad) และนาฮาล ทิลลาห์ (Nahal Tillah) แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการค้าระหว่างอียิปต์โบราณและภูมิภาคตอนใต้ของอิสราเอล

Photo ©The Israel Museum, Jerusalem
มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผู้สืบทอดตำแหน่งฟาโรห์หลังจากนาร์เมอร์สิ้นพระชนม์ที่ชวนให้สับสน เนื่องจากมีข้อมูลว่าบัลลังก์อียิปต์ได้อยู่ในการปกครองของราชินีนีธโฮเทปชายาของพระองค์ ซึ่งหากมีหลักฐานเพิ่มเติมพิสูจน์ได้ พระนางจะถือเป็นกษัตริยาองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ปกครองอียิปต์โบราณ หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพระราชอำนาจในด้านการปกครองมาจากรูปแบบของสุสานหลวงที่พบตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ดูเป็นแบบแผนเดียวกับของกษัตริย์มากกว่าการเป็นเพียงชายา และยังมีจารึกพระนามของนีธโฮเทปปรากฏอยู่ในกรอบเซเรค (serakhs) ซึ่งเป็นกรอบสำหรับใส่พระนามเฉพาะผู้ปกครองอียิปต์ด้วย
อย่างไรก็ตามผู้ที่ปรากฏพระนามอย่างชัดเจนในลำดับต่อมาตามพงศาวดารกษัตริย์ก็คือโฮรัส-อาฮาไม่ใช่พระนางนีธโฮเทป แม้ว่าหลักฐานแวดล้อมจากสุสานจะทำให้เราเห็นว่านีธโฮเท็ปก็ถูกให้ความสำคัญในสถานะใกล้เคียงกับกษัตริย์ก็ตาม
กล่าวโดยสรุปได้ว่าตามธรรมเนียมมีการยอมรับว่าเมเนสเป็นกษัตริย์หรือฟาโรห์องค์แรกของอียิปต์โบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าพระนามเมเนสอาจเป็นเพียงชื่อบุคคลสมมติ เพราะหลักฐานร่วมสมัยของราชวงศ์ที่ 1 ระบุพระนามนาร์เมอร์เป็นปฐมกษัตริย์ ในขณะที่พระนามเมเนสปรากฏในหลักฐานสมัยหลังคือช่วงยุคราชอาณาจักรใหม่เป็นต้นมา หลักฐานอีกชิ้นที่ถูกยกมาสนับสนุนแนวคิดนี้คือตราประทับเจ้าชาย (Narmer/Mn (Prince’s) seal) ที่ปรากฏจารึกพระนามทั้งนาร์เมอร์และเมเนสอยู่ด้วยกัน จึงเกิดแนวคิดต่อมาอีกว่าเมเนสอาจเป็นพระนามของเจ้าชายหรือรัชทายาทในรัชสมัยของนาร์เมอร์ ซึ่งก็คือผู้ที่จะขึ้นเป็นฟาโรห์โฮรัส-อาฮาต่อไปนั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้นการจะมองว่านาร์เมอร์กับเมเนสเป็นคนละบุคคลกันก็ยังมีช่องโหว่จำนวนมากที่พิสูจน์ไม่ได้ ทั้งข้อจำกัดทางหลักฐานนี้เองที่อาจส่งผลต่อความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของตนเองในสายตาของชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงพระนามกษัตริย์องค์แรก จนมีการบันทึกพระนามปฐมกษัตริย์ว่าเป็นเมเนสแทนที่นาร์เมอร์ในอีกราวพันปีต่อมาคือยุคอาณาจักรใหม่ และแนวคิดเรื่องเมเนสก็คือนาร์เมอร์ก็กลายเป็นแนวคิดที่คนให้การสนับสนุนต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะยังเป็นที่ถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้นกันก็ตาม

References :
- Francis David Lankester, “Predynastic Egyptian rock art as evidence for early elites’ rite of passage”, Afrique : Archéologie & Arts [Online], 12 | 2016, Online since 15 December 2016, connection on 08 April 2023. URL: http://journals.openedition.org/aaa/920; DOI: https://doi.org/10.4000/aaa.920
- Levy, T. E., Brink, E. C., Goren, Y., & Alon, D. (1995). New light on king narmer and the Protodynastic Egyptian presence in Canaan. The Biblical Archaeologist, 58(1), 26–35. https://doi.org/10.2307/3210465
- Lundström, Peter. (n.d.).Comparing the king lists of Manetho.PHARAOH.SE Retrieved from https://pharaoh.se/comparing-manetho
- Lundström, Peter. (n.d.).Saqqara Canon.PHARAOH.SE Retrieved from https://pharaoh.se/saqqara-canon
- Mark, J. (January 22, 2016). Early Dynastic Period In Egypt. Retrieved 25 September 2022, from https://www.worldhistory.org/Early_Dynastic_Period_In_Egypt/
- Mark, J. J. (January 26, 2016). First Dynasty of Egypt. World History Encyclopedia. Retrieved from https://www.worldhistory.org/First_Dynasty_of_Egypt/
- Nuzzolo, Massimiliano. (2021). The Palermo Stone and Its Associated Fragments: New Discoveries on the Oldest Royal Annals of Ancient Egypt. The Journal of Egyptian Archaeology. 107. 030751332110494. 10.1177/03075133211049465.
- Radner, K., Moeller, N., & Potts, D. (2020). The Oxford history of the ancient Near East Volume 1. New York: Oxford University Press.
- Shaw, I. (2003). The Oxford History of Ancient Egypt. Oxford: Oxford University Press.
- Heagy,T.C.(n.d.).Who Was Menes?.The Narmer Catalog.https://www.narmer.org/menes
- Wilkinson, T. A. H. (2005). Early Dynastic Egypt. Routledge.
- Wilkinson, T. A. H. (2000). Royal Annals of Ancient Egypt. Routledge.
