พูดถึงอียิปต์โบราณ นอกจากพีระมืดแล้วสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกโบราณคงไม่พ้น “มัมมี่” ร่างของผู้วายชนม์ซึ่งถูกรักษาให้คงสภาพเดิมเพื่อฟื้นอีกครั้งในโลกหลังความตาย และนี่คือเรื่องราวและวิธีการดองศพแบบชาวไอยคุปต์ กระบวนการทำมัมมี่ที่โด่งดังมานับพันปี
มัมมี่ (Mummy) คือรูปแบบการถนอมร่างกายของผู้ตายให้คงสภาพเดิมมากที่สุด อันเป็นเหตุมาจากความเชื่อของคนในวัฒนธรรมนั้นๆ คำว่ามัมมี่มีที่มาจากคำภาษาละติน “มูมียา” (Mumia) ซึ่งกลายมาจากคำว่า “มัม” (Mum) ที่แปลว่าขี้ผึ้ง (wax) ในภาษาเปอร์เซีย เพื่อทำการเรียกศพที่ถูกดองด้วยขี้ผึ้ง
แรกเริ่มคำนี้ใช้สำหรับเรียกผู้ที่ถูกถนอมร่างตามประเพณีศพของคนอียิปต์โบราณ แต่เมื่อมีการค้นพบพิธีกรรมในการดองศพหลากหลายมากขึ้น คำว่ามัมมี่จึงนำไปใช้เรียกศพที่ผ่านการดองด้วยฝีมือมนุษย์เพื่อถนอมให้คงสภาพเดิม ไปจนถึงการเรียกศพซึ่งถูกถนอมให้คงสภาพเดิมด้วยฝีมือของธรรมชาติ
เราอาจกล่าวได้รวมๆ ว่า มัมมี่คือศพซึ่งถูกรักษาให้คงสภาพเดิมมาหลายพันหลายร้อยปี ด้วยกรรมวิธีเฉพาะตามแต่ละวัฒนธรรม
สำหรับอียิปต์โบราณ การทำมัมมี่เป็นพิธีศพที่คนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เมื่อมีคนในครอบครัวเสียชีวิตลง ญาติจะต้องมาช่วยจัดการทำมัมมี่เพื่อให้ผู้ตายสามารถเดินทางไปสู่ภพหน้าได้อย่างราบรื่น ความสำคัญของงานศพนั้นทางรัฐถือเป็นเหตุลากิจได้ โดยปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรใน ostracon ว่ามีการลากิจเพื่อไปช่วยงานศพของบุพการีได้เป็นปกติ
แนวคิดเรื่องโลกหลังความตายของคนอียิปต์พัฒนามาจากความเชื่อเกี่ยวกับเทพโอซิริส (Osiris) ผู้ซึ่งเคยปกครองภพมนุษย์ ก่อนจะถูกสังหารและแยกชิ้นส่วนกระจัดกระจายจนเทพีไอซิส (Isis) ผู้เป็นชายาต้องเดินทางเพื่อรวบรวมร่างกายให้กลับมาเป็นหนึ่ง เทพโอซิริสจึงกลับคืนสภาพเดิมและกลายเป็นเจ้าแห่งปรโลก
ชาวอียิปต์เชื่อว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ประกอบด้วยส่วนประกอบทั้งหมด คือ
- คาท (Khat) คือกายหยาบ ร่างกายของมนุษย์
- คา (Ka) จิตวิญญาณอิสระซึ่งมีสภาพเหมือนผู้ตายทุกประการ สามารถแยกออกจากร่างมาใช้ชีวิตกินหรือดื่มโดยอาศัยอยู่ในสุสานหรืออยู่ในรูปสลักของคนนั้นๆ
- บา (Ba) สิ่งที่เป็นนกมีศีรษะอย่างมนุษย์ สามารถเดินทางระหว่างโลกกับสวรรค์ หรือจากร่างกายไปยังโลกหลังความตาย
- ชูเยท (Shuyet) ตัวตนที่มืดมิดหรือด้านมืดของมนุษย์ (shadow self) เป็นดังเงาของผู้วายชนม์ มีลักษณะแยกออกจากร่างได้เช่นเดียวกับคาหรือบา สามารถเดินทางตามเจตจำนงได้ แต่มักจะวนเวียนอยู่ใกล้บาของมนุษย์
- อับ (Ab)หรืออิบ (Ib) คือหัวใจอันเป็นที่สถิตของความดีและความชั่ว ศูนย์กลางของความคิดและจริยธรรมของคน หัวใจเป็นส่วนที่จะถูกนำมาชั่งน้ำหนักความดีความชั่วกับขนนกแห่งมาอัต (Ma’at) ซึ่งหากพบว่าหนักกว่าขนนก หัวใจนั้นก็จะถูกกลืนกินโดยอัมมิต (Ammit)
- ซาฮู (Sahu) เป็นจิตที่ไม่เสื่อมสลายของมนุษย์ จะปรากฏขึ้นหากผู้วายชนม์ผ่านการพิพากษาไปแล้ว และจะเดินทางไปอยู่ในสวรรค์
- อัง (Akh) ความเป็นอมตะที่จะเปลี่ยนสารรูปหลังการตายเป็นส่วนที่มีรัศมีอาศัยอยู่ในซาฮู อังจะมีสถานะเป็นปัญญา เจตจำนง จุดมุ่งหมาย และจะเป็นส่วนที่ขึ้นไปยังสวรรค์เพื่ออาศัยกับเทพเจ้า
- เซเชม (Sechem) เป็นอีกรูปลักษณ์หนึ่งของ Akh มีลักษณะเป็นนามธรรม และจะเดินทางไปอยู่ร่วมกับอังหลังมนุษย์เสียชีวิต
- เรน (Ren) เป็นนามอันลึกลับของคนนั้นๆ เป็นชื่อที่แท้จริงของคนดังกล่าว ซึ่งจะเป็นช่องนำพาทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วเข้ามาได้ การรับรู้นามที่แท้จริงของมนุษย์ทำให้สามารถทำลายเจ้าของนามนั้นได้ พิธีตั้งชื่อของชาวอียิปต์โบราณจึงถือเป็นความลับ
Khat หรือร่างกายนั้นจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อให้ Ka และ Ba ตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ ส่งผลให้การทำงานของทั้งสองสิ่งดำเนินต่อไปได้ เมื่อวิญญาณส่วนต่างๆ นี้เป็นอิสระจากร่างก็จะเกิดความสับสน จึงต้องมีสิ่งที่เป็นสื่อกลางอันคุ้นเคยอย่างร่างกายมนุษย์เป็นศูนย์รวมของวิญญาณส่วนต่างๆ (Mark, 2017) เมื่อจิตสามารถเกาะกลุ่มรวมกันได้ การเดินทางในโลกหลังความตายจึงสัมฤทธิ์ผล ดังนั้นชาวอียิปต์จึงต้องพยายามหาวิธีถนอมร่างกายให้คงอยู่เนิ่นนานอย่างที่เราเห็นหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน และเกี่ยวข้องกับความเชื่อดังกล่าวด้วย
ทว่าปีค.ศ. 2023 เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์ว่าแท้จริงแล้วอาจไม่ได้ต้องการรักษาสภาพศพเพื่อรอให้เจ้าของร่างฟื้นคืนกลับมาหรือมีชีวิตหลังความตาย แต่เป็นการคงสภาพและตกแต่งเพื่อให้มัมมี่เหล่านั้นมีสภาวะเป็นรูปเคารพอย่างเทพเจ้าเพื่อคนที่ยังอยู่สามารถสักการะได้ เพราะมีการค้นพบว่ามัมมี่บางร่างมีการตกแต่งที่ไม่ได้เน้นความเหมือนจริงของคนตนแบบตอนมีชีวิต แต่มุ่งเน้นไปที่การทำให้สมบูรณ์แบบมากกว่า
แต่ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด การทำมัมมี่ก็ช่วยถนอมร่างกายของมนุษย์มาได้นับพันปี นอกจากจะคงสภาพรูปลักษณ์ภายนอกที่ใกล้เคียงตอนยังมีชีวิตแล้ว มัมมี่เหล่านี้ยังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ไปจนถึงรายละเอียดของวิถีชีวิตของชาวอียิปต์ที่ทำให้นักโบราณคดีสามารถสร้างภาพอดีตขึ้นมาใหม่ได้
น่าเสียดายที่หลักฐานโดยตรงที่เล่าถึงกระบวนการทำมัมมี่นั้นไม่พบอย่างสมบูรณ์ วิธีการและขั้นตอนที่รู้กันตอนนี้มาจากข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ยุคหลังทำการรวบรวมและเขียนขึ้นคนละสมัยกับการทำมัมมี่ ดังที่ปรากฏในงานของเฮโรโดตัสกับไดโอโดรัส ซิคูลัส แต่ข้อมูลส่วนมากได้มาจากการศึกษามัมมี่โดยตรง
ไดโอโดรัส ซิคูลัส (Diodorus Siculus) กับเฮโรโดตัส (Herodotus) บันทึกถึงเรื่องการทำมัมมี่ให้รายละเอียดว่าผู้ประกอบพิธีปลงศพจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับสืบทอดองค์ความรู้จากครอบครัวแบบรุ่นต่อรุ่น ภายในสถานปลงศพประกอบด้วยเจ้าหน้าที่แบ่งตามหน้าที่ มีทั้งผู้ทำการดองศพหรือสัปเหร่อ นักบวช และเสมียน อาชีพปลงศพนี้ในสังคมอียิปต์โบราณถือเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นที่รังเกียจเหมือนวัฒนธรรมบางแห่ง เหล่าคนที่ทำหน้าที่นี้ถือว่าสูงส่ง มีเกียรติอย่างที่นักบวชในวิหารต่างๆ ก็ยังคบค้าสมาคมด้วยได้ ทั้งยังสามารถผ่านเข้าวิหารได้โดยไม่ถือว่าเป็นมลทินต่อสถานที่
ภายในสถานปลงศพจะมีการแสดงราคาและกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าอยากให้มีการปลงศพด้วยกระบวนการไหนบ้าง รวมถึงราคาตามฐานะเพื่อที่ลูกค้าจะสามารถเลือกวิธีที่ครอบครัวสามารถจัดการให้ผู้ตายได้ เมื่อทำการตกลงเรื่องวิธีการเรียบร้อยแล้ว เสมียนก็จะมีหน้าที่ดูแลเอกสารจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วร่างผู้ตายจึงจะผ่านเข้ากระบวนการดองศพต่อไป ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 70 วัน 1

วิธีการปลงศพราคาแพงจะประกอบด้วยกระบวนการซับซ้อนตั้งแต่ผ่า-ทำความสะอาดภายใน-รักษาสภาพอวัยวะในร่าง-ดองศพด้วยนาตรอน วิธีนี้ใช้วัตถุดิบเครื่องหอมมีราคารวมถึงเครื่องเทศอื่นๆ ที่หลากหลาย
แต่เฮโรโดตัสยังได้เขียนถึงวิธีดองศพที่ราคาย่อมเยากว่าอีก 2 วิธี อย่างแรกที่ถือว่าประหยัดลงมาหน่อยคือการใช้น้ำมันสกัดจากต้นซีดาร์ฉีดเข้าไปในลำไส้จนเต็ม ไม่มีการผ่าเปิดช่องท้องเพื่อดึงเอาอวัยวะภายในใดๆ ออกมา อาศัยเพียงการฉีดน้ำมันผ่านช่องทวารหนักและใช้อุปกรณ์อุดทวารเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ เสร็จแล้วนำศพไปดองตามเวลาที่กำหนดจนถึงวันสุดท้ายก็จะทำการถ่ายของเหลวที่ฉีดเข้าลำไส้ออกมา
น้ำมันซีดาร์จะทำให้อวัยวะภายในกับลำไส้เสื่อมสลาย และถูกนำออกมาพร้อมน้ำมันที่ถูกถ่ายออกมานั่นเอง ส่วนนาตรอนทำให้เนื้อแห้งจนเหลือเพียงผิวหนังกับกระดูก ร่างของผู้ตายก็จะถูกจัดส่งให้กับครอบครัวโดยไม่ได้กระทำการเพิ่มเติมอะไรอีก
ส่วนวิธีราคาถูกที่สุดสำหรับคนที่ฐานะทางการเงินไม่ดีนัก คือการทำความสะอาดภายในด้วยมดยอบ แล้วนำไปดองในนาตรอน 70 วันเช่นเดียวกัน ก่อนจะส่งคืนให้ญาติไป
สำหรับกระบวนการทำมัมมี่แบบครบสูตร วิธีการและสารที่ใช้ในการทำมัมมี่อาจมีเทคนิคหรือสูตรที่แตกต่างกันไปในแต่ละสมัย แต่หากจะแบ่งตามพื้นฐานเราอาจอาจแบ่งขั้นตอนการทำมัมมี่ออกได้ดังนี้

1. การทำความสะอาดร่างผู้ตาย
การทำความสะอาดร่างรวมถึงการผ่าเปิดช่องท้องเพื่อทำการดองอวัยวะภายในจะทำขึ้นบริเวณห้องชั้นบนของสถานปลงศพที่เรียกว่า “ไอบู” (ibu)
*มีการค้นพบเศษภาชนะดินเผาที่มีการระบุว่าใช้ทำความสะอาดร่างกาย ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จำนวน 6 ชิ้นจากสถานปลงศพที่นำไปตรวจสอบ ปรากฏว่ามีส่วนผสมเป็นน้ำมันหรือน้ำมันทาร์จากต้นสน ชามที่มีเขียนว่าใช้ดับกลิ่นนั้นมีการผสมไขมันสัตว์เคี้ยวเอื้องกับสารละลายยางไม้ของพืชกลุ่มเอเลมี่ (Burseraceae resin) ซึ่งมีกลิ่นหอม
2. การทำความสะอาดและตกแต่งภายใน
งานดองศพจะเริ่มด้วยสัปเหร่อคนแรกทำการนำอวัยวะภายในออกจากร่างผู้ตาย เฮโรโดตัสกล่าวถึงการใช้ก้านโลหะที่ปลายเป็นตะขอสอดผ่านช่องจมูกของศพเพื่อเกี่ยวเอาเนื้อสมองดึงอกมาจากทางจมูก อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวถูกทดลองโดยงานวิจัยของยุคปัจจุบันพบว่าการจะสอดแท่งโลหะเพื่อเกี่ยวเนื้อสมองออกมานั้นค่อนข้างใช้เวลาทำซ้ำหลายครั้งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก ซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือการใช้ก้านโลหะดังกล่าวสอดเข้าไปเพื่อกวนหรือปั่นให้เนื้อสมองเหลว แล้วจึงเทออกมาจากกะโหลกศีรษะ วิธีการนี้ช่วยย่นเวลาในการนำสมองออกจากร่างได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่สมองจะถูกนำออกมาจากกะโหลกศีรษะ เพราะยังมีการค้นพบมัมมี่ซึ่งยังมีเนื้อสมองอยู่ด้วย

ในขณะที่ไดโอโดรัสได้เขียนว่าเริ่มผ่าจากช่องท้องออกมา วิธีนี้เฮโรโดตัสก็กล่าวอย่างเดียวกันว่าจะต้องนำเอาอวัยวะภายในออกมาให้หมด โดยที่จะผ่าบริเวณทางด้านซ้ายด้วยมีดทำจากหิน (ในหนังสือของไดโอโดรัสและเฮโรโดตัสใช้คำว่า “มีด/หินเอธิโอเปีย”) ไตและหัวใจจะไม่ถูกแตะต้อง เพราะหัวใจนั้นผู้ตายจำเป็นจะต้องนำไปในโลกหลังความตายเพื่อนำไปเข้าขั้นตอนพิพากษากับขนนกแห่งมาอัต ส่วนอวัยวะภายในอย่างลำไส้ ปอด กระเพาะและตับจะถูกนำออกมาดองแยกต่างหากในโถเรียกว่า “คาโนปิก” (Canopic) แต่ละใบจะมีฝาปิดเป็นเทพที่ทำหน้าที่พิทักษ์อวัยวะนั้นๆได้แก่

- เคเบห์ซินูอัฟ (Qebehsenuef) มีศีรษะเป็นเหยี่ยว ทำหน้าที่พิทักษ์ลำไส้
- ฮาปี้ (Hapy) มีศีรษะเป็นลิงบาบูน ทำหน้าที่พิทักษ์ปอด
- ดูอามูเทฟ (Duamutef) มีศีรษะเป็นหมาใน ทำหน้าที่พิทักษ์กระเพาะ
- อิมเซต (Imset) ศีรษะเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่พิทักษ์ตับ
ต่อมาสัปเหร่ออีกคนจะถือหน้าที่ทำความสะอาดภายในช่องท้องด้วยปาล์มไวน์ (Palm wine) กับเครื่องเทศป่นหรือบด เมื่อล้างเสร็จแล้วบริเวณท้องของศพจะถูกเติมด้วยมดยอบ (myrrh) กับอบเชย (cassia) และเครื่องหอมอื่นๆ (ยกเว้นกำยาน) เย็บปิดช่องท้องให้เรียบร้อยเป็นอันจบขั้นตอนการทำความสะอาดภายใน
3. การดองด้วยนาตรอนทำให้ร่างกายแห้ง
หลังจากมีการผ่าเปิดศพแล้ว หน้าที่ต่อไปจะเป็นของผู้รักษาสภาพศพหรือผู้ดองศพ ในที่นี้ขอใช้คำว่าสัปเหร่อเช่นเดียวกันเพื่อความเข้าใจอย่างง่ายว่าเป็นคนที่ทำหน้าที่ตกแต่งและประกอบพิธีศพ สัปเหร่อที่ทำหน้าที่ดองศพก็จะใช้นาตรอนยัดภายในช่องท้อง ห่อศพแล้วนำไปหมักกับนาตรอนเพื่อทำให้ศพแห้งกลายเป็นมัมมี่ กระบวนการนี้ร่างผู้ตายจะถูกดองเอาไว้เป็นเวลา 35-40 วัน ก่อนจะมีการนำนาตรอนออก
4.การเจิมด้วยน้ำมันหอมและตกแต่งร่างผู้ตาย
เมื่อศพแห้งแล้ว ร่างผู้ตายจะถูกนำมาทำความสะอาดอีกครั้ง นำส่งลงไปยังห้องใต้ดินที่เรียกว่า “วาเบ็ต” (wabet) เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของตกแต่งและพันผ้าห่อศพ มีการชโลมน้ำมันหอมเพื่อเป็นการทำความสะอาดและดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งด้านในและด้านนอก มีการตกแต่งร่างกายให้มีสภาพใกล้เคียงกับคนเป็น ช่องท้องจะถูกเติมวัสดุเพื่อให้คงรูปทรงก่อนจะปิดรอยผ่าให้เรียบร้อย ส่วนผิวหนังจะถูกชโลมตกแต่งให้มีสภาพดี ไม่แห้งจนเกินไป และมีความอ่อนนุ่มขึ้น
5.การพันผ้าดองศพ (Wrap or Embalming)
กระบวนการพันผ้าดองศพโดยใช้แถบผ้าลินินชุบยางไม้หรือไขมันสัตว์ ส่วนผสมที่นักวิทยาศาสตร์พบจากสถานปลงศพที่ซัคคาราในต้นปี 2023 นี้กล่าวว่ามีการใช้อันติยูกับเซเฟตซึ่งมักมีส่วนผสมเป็นเครื่องหอมและไขมัน สำหรับจำนวนชั้นของผ้าลินินนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการหรืองบในการทำศพ สัปเหร่อจะใช้ผ้าลินินชุบกับสารสกัดยางไม้พันปิดทั่วทั้งร่างเรียบร้อยก่อนนำส่งให้ครอบครัวเอาไปทำพิธีฝังในสุสานต่อไป

ตัวยางไม้ที่นำมาชุบผ้าลินินก่อนนำไปพันตัวมัมมี่นั้น จากการศึกษาสารตัวอย่างจากภาชนะดินเผาในสถานปลงศพเมื่องซัคคารา พบว่ามีความนิยมในการใช้สารสกัดจากพืชตระกูลสนอย่างเช่นสนไซเปรสหรือซีดาร์ร่วมกับไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ นอกจากนี้แล้วยางไม้จากเอเลมี่ก็เป็นอีกส่วนผสมที่นิยมมากเช่นกัน ส่วนสมัยหลังจาก 1000 ปีก่อนคริสตกาลก็พบการใช้บิทูเมนกับขี้ผึ้งในการชุบหรือเคลือบผ้าลินินห่อศพด้วย แต่ดูไม่เป็นที่แพร่หลายมากเท่ากับส่วนผสมก่อนหน้าที่พบตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ของอียิปต์
ปกติแล้วศพผู้ตายมักจะถูกนำไปทำพิธีศพโดยทันที แต่หากศพนั้นเป็นสาวสวย คนมีชื่อเสียง หรือภรรยาของคนมีหน้ามีตา ครอบครัวจะรอให้ผ่านไปก่อน 3-4 วันจึงจะนำศพไปยังสถานปลงศพ เหตุเป็นเช่นนี้เพราะเคยมีกรณีที่สัปเหร่อลอบมีเพศสัมพันธ์กับศพหญิงสาวที่เพิ่งตาย ก่อนจะมีเพื่อนร่วมงานทนไม่ไหวต้องประจานพฤติกรรมออกมา
มีการเสียชีวิตอีกแบบที่ต้องได้รับการจัดการแตกต่างออกไปจากปกติ คือหากมีใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนอียิปต์หรือต่างชาติ หากพวกเขาถูกจระเข้สังหารหรือตายด้วยเหตุที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ ถือเป็นการตัดสินใจของชุมชนที่ศพนั้นถูกพัดพาไปเกยเป็นผู้จัดการว่าจะดองศพอย่างไร แต่ต้องทำให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยห้ามใครนอกจากนักบวชแตะต้องศพโดยเด็ดขาดแม้จะเป็นญาติหรือเพื่อนฝูง เพราะการตายเช่นนี้ทำให้ศพนั้นไม่มีสถานะอย่างมนุษย์ นักบวชแห่งลำน้ำไนล์เท่านั้นที่สามารถแตะต้องและทำพิธีฝังศพได้
เห็นได้ชัดว่ากระบวนการทำศพของชาวอียิปต์โบราณหรือการทำมัมมี่นั้นค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้หลายแขนงมาประกอบกัน และใช้เวลานานเมื่อเทียบกับวัฒนธรรมการปลงศพด้วยการฝังเพียงอย่างเดียว การทำมัมมี่จึงถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้เราต้องทึ่งทุกครั้งที่ได้พบเห็นและมองใบหน้าที่มีอายุกว่าพันปีเหล่านั้นเสมอมา
1Diodorus Siculus. Library of History, Volume I: Books 1-2.34. Translated by C. H. Oldfather. Loeb Classical Library 279. Cambridge, MA: Harvard University Press, 1933.p.311-319
Featured Image : The Mummification Process in ancient Egypt. Illustration by: Christian Jegou

References :
- Diodorus Siculus. Library of History, Volume I: Books 1-2.34. Translated by C. H. Oldfather. Loeb Classical Library 279. Cambridge, MA: Harvard University Press, 1933.
- Egyptian Mummification.(n.d.).The University of Sydney.Retrieved 03 July 2023, from https://www.sydney.edu.au/museum/education/learning-resources/mummification.html
- Herodotus. (1998). The histories. (R. Waterfield, Trans.). Oxford University Press.
- How to make a mummy.(n.d.).BBC.Retrieved 26 June 2023, from https://www.bbc.co.uk/bitesize/articles/zrcg2sg
- Garlinghouse, T.(2020, July 15).Mummification: The lost art of embalming the dead.Livescience.Retrieved 25 June 2023, from https://www.livescience.com/mummification.html
- Mark, J. J. (2017, February 14). Mummification in Ancient Egypt. World History Encyclopedia. Retrieved 25 June 2023, from https://www.worldhistory.org/article/44/mummification-in-ancient-egypt/
- Seawright,S.The Ancient Egyptian Concept of the Soul.Tour Egypt.Retrieved 03 July 2023, from https://www.touregypt.net/featurestories/soul.htm
- Weule,G.(2023, February 2).Embalming recipes used on Egyptian mummies at ancient workshop near pyramids decoded.ABC.Retrieved 25 June 2023, from https://www.abc.net.au/news/science/2023-02-02/embalming-recipes-egyptian-mummies-workshop-saqqara/101907744
- มัมมี่ไม่ใช่การรักษาสภาพศพ ที่แท้ชาวอียิปต์โบราณจงใจสร้าง “เทวรูป”.(2023, January 8).BBC.Retrieved 26 June 2023, from https://www.bbc.com/thai/articles/cqv38jn5g11o
